หมวดหมู่: ข่าวสังคมทั่วไป

โรงพยาบาลบางเลนป่วนเพราะผู้ป่วยไม่ยอมบอกข้อมูล

โรงพยาบาลบางเลนป่วนเพราะผู้ป่วยไม่ยอมบอกข้อมูลที่ถูกต้องทำหมอพยาบาลต้องกักตัว เพราะผู้ป่วยรายล่าสุดติดเชื้อไวรัส โควิด-19  

          การประกาศออกมาจากโรงพยาบาลบางเลนจังหวัดนครปฐมว่าตอนนี้สถานการณ์ของโรงพยาบาลค่อนข้างที่จะวิกฤตเนื่องจากปกติแล้วเจ้าหน้าที่แพทย์และพยาบาลต่างก็มีหน้าที่ดูแลผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19  อยู่ประมาณ 10 กว่าคนซึ่งล่าสุดทางเจ้าหน้าที่พบผู้ป่วยรายล่าสุดรวมแล้วล่าสุดนี้จะเป็นลายที่ 15 ที่มารักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล 

แต่ปัญหาที่ทางโรงพยาบาลกำลังพบอยู่ในขณะนี้ก็คือผู้ป่วยรายล่าสุดไม่ยอมแจ้งข้อมูลทั้งหมด แล้วเข้ามารักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลบางเลนซึ่งมีทั้งหมอและพยาบาลถูกเนื้อต้องตัวผู้ป่วยรายนี้หลังจากนั้นจึงมารู้ภายหลังว่าผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษารายล่าสุดนี้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำเอา

โรงพยาบาลต้องสั่งโรงพยาบาลเป็นการด่วนเพื่อทำการฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อทางโรงพยาบาลรวมถึงทำความสะอาดอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆและที่สำคัญขนาดนี้รองผู้ว่าราชการจังหวัดได้ออกมายอมรับว่าจะต้องมีการปรับตัวนายแพทย์พยาบาลรวมถึงผู้ที่อยู่ในโรงพยาบาลเพื่อรอดูอาการว่ามีใครบ้างที่ได้รับเชื้อไวรัสจากผู้ป่วยรายล่าสุดนี้

       แล้วเมื่อแพทย์ตรวจพบการติดเชื้อไวรัสโควิด-19ของผู้ป่วยรายล่าสุดจึงได้สอบถามข้อมูล  อุปกรณ์ดังกล่าวจึงได้ยอมรับสารภาพว่ามีการไปสัมผัสเพื่อนที่เป็นผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโควิด-19มาก่อนหน้านี้จึงทำให้ตัวเองติดเชื้อไวรัสโควิด-19ตามเพื่อนไปด้วย

       เหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะความเห็นแก่ตัวของคนแค่คนเดียวที่ไม่ยอมให้ความร่วมมือกับทางหมอและพยาบาล  บางทีก็มีการประกาศออกสื่ออยู่ตลอดเวลาว่าหากมารักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลคุณควรจะให้ข้อมูลทั้งหมดให้หมอและพยาบาลทราบว่าคุณไปที่ไหนมาติดต่อใครบ้างหรือเป็นคนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสโควิด-19หรือไม่เพื่อที่หมอและพยาบาลจะได้มีการป้องกันตนเองเพราะถ้าหากยังเป็นเช่นนี้อยู่หมอและพยาบาลก็จะติดเชื้อไวรัสจากคนไข้และหมอพยาบาลกลายมาเป็นคนไข้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ตัวเองคุณคิดว่าใครจะเป็นคนรักษาของคุณให้หายป่วยจากอาการเชื้อไวรัสโควิด-19ได้กัน

ดังนั้นควรจะมีความคิดให้มากกว่านี้เวลาที่ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลพบว่าตัวเองน่าจะอยู่ในกลุ่มเสี่ยงก็ควรจะมีการบอกกล่าวให้คุณหมอและพยาบาลได้มีการระวังตัวเพื่อที่จะได้ไม่ไปเป็นการแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19ให้กับคนอื่นเพราะนอกจาก จะเป็นการแพร่เชื้อให้กับทางคุณหมอและพยาบาลที่รักษาคุณแล้วนำไปเป็นการแพร่เชื้อให้กับประชาชนคนอื่นที่เขาอาจจะมาเยี่ยมญาติ

ซึ่งป่วยเป็นโรคธรรมดาก็ได้และถ้าหากใครก็ตามที่เขาป่วยอยู่แล้วก็ต้องมาติดเชื้อจากคุณเอกอาการของเขาก็จะลดลงซึ่งจะส่งผลให้เสียชีวิตได้ดังนั้นหากใครก็ตามที่รู้ตัวเองว่าน่าจะได้มีการคลุกคลีกับผู้ติดเชื้อไวรัสมาควรจะมีการแจ้งให้หมอและพยาบาลทราบเป็นข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  bk8

เจ้าสาวถูกล่วงละเมิดในคืนแต่งงาน

เจ้าสาวถูกล่วงละเมิดในคืนแต่งงานจากเพื่อนของเจ้าบ่าวโดยอ้างเหตุผลเมาหนัก คิดว่าเจ้าสาวคือเมียของตัวเอง 

     เหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์  ซึ่งเกิดขึ้นในงานแต่งงานงานหนึ่ง โดยเจ้าบ่าวและเจ้าสาวได้มีการจูงมือกันไปแจ้งความที่สถานีตำรวจมีเช้าของวันรุ่งขึ้นของการแต่งงานที่ควรจะเป็นวันที่หอมหวานของคนทั้งคู่แต่กลับเป็นวันที่เลวร้ายของคนทั้งคู่โดยเฉพาะเจ้าสาวหมาดๆโดยทางเจ้าบ่าวและเจ้าสาวได้ให้การกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าในคืนวันแต่งงานนั้น

เมื่อหลังจากที่งานเลี้ยงเลิกเสร็จเรียบร้อยแล้วจำนวน 3-4 คนได้อยู่ต่อเพื่อเลี้ยงฉลองกับเจ้าบ่าวโดยทั้งหมดได้เปิดโรงแรมไว้ห้องหนึ่งซึ่งเป็นห้องสวีทโดยในห้องนั้นจะมีห้องนอนและแบ่งเป็นห้องนั่งเล่นในคืนนั้นหลังจากที่มีการส่งตัวกันเรียบร้อยแล้วเจ้าสาวได้ขอตัวมานอนพักผ่อนอยู่ในห้องนอนเนื่องจากเหนื่อยล้าจากการต้องรับรองแขกเป็นเวลานานทั้งวัน

โดยเจ้าสาวได้มีการนอนหลับอยู่ในห้องนอนส่วนเจ้าบ่าวนั้นก็อยู่กินเลี้ยงกับเพื่อนอีกห้องหนึ่งที่อยู่ติดกับห้องเจ้าสาวโดยเจ้าบ่าวเล่าว่าเมื่อมีการกินกันไปได้สักพักนึงเพื่อนคนอื่นๆก็ต่างพากันทยอยกันกลับบ้าน โดยมีเพื่อนชายอยู่คนนึงที่เมานอนหลับอยู่บนโซฟาโดยเจ้าบ่าวพยายามปลูกอย่างไรเพื่อนชายคนดังกล่าวก็ไม่รู้สึกตัวและตัวเจ้าบ่าวเองก็มีอาการเมามาเป็นอย่างมากจึงได้ผลอยหลับไปตรงโซฟาตรงที่ชายคนดังกล่าวนอนหลับนั่นเอง

หลังจากนั้นเขาก็ตื่นขึ้นมาเพราะว่าภรรยาใหม่ๆของเขาที่เพิ่งแต่งงานกันมาสะกิดเรียกให้เขาช่วยเหลือโดยบอกกับเขาว่าเพื่อนของเขาเดินเข้าไปในห้องนอนและทำการจะปลุกปล้ำเธอซึ่งเพื่อนของเจ้าบ่าวได้ล้วงหน้าอกและล้วงส่วนด้านล่างของภรรยาของเขาและเมื่อเจ้าบ่าวเดินเข้าไปดูในห้องนอนก็พบว่าเพื่อนของเจ้าบ่าวอยู่ในสภาพเปลือยท่อนบน

เมื่อเขาเห็นดังนั้นทำให้เขาโกรธมากแต่เพื่อนของเขาก็พยายามอธิบายว่าไม่ได้ตั้งใจเกิดจากที่มีอาการเมาหนักมากเข้าใจผิดคิดว่าอยู่บ้านของตนเองจึงละเมอเดินเข้ามาในห้องของเจ้าสาวและทำการล้วงไปที่หน้าอกของเจ้าสาว

แต่ยังไม่ได้ถึงขนาดที่จะมีเพศสัมพันธ์กันโดยเพื่อนเจ้าบ่าวได้พยายามขอโทษเจ้าบ่าวแต่ทางเจ้าบ่าวเองและเจ้าสาวไม่ยอมได้ทำการไล่เพื่อนเจ้าบ่าวออกไปจึงพากันมาแจ้งความที่สถานีตำรวจเพื่อให้ดำเนินคดี

     เหตุการณ์ในครั้งนี้สร้างผลกระทบอย่างใหญ่หลวงให้กับครอบครัวนี้เป็นอย่างมาก  เนื่องจากว่าตั้งแต่เกิดเรื่องพวกเขาไม่สามารถใช้ชีวิตคู่ด้วยกันได้เพราะเกิดความระแวงคลางแคลงใจกันเขาเองก็ไม่สามารถที่จะอยู่กับเจ้าสาวที่ถูกเพื่อนเรียนรามได้ทำให้ชีวิตคู่ของเขาไปกันไม่รอดซึ่งตอนนี้ทั้งคู่อยู่ระหว่างการดำเนินเรื่องขอหย่าขาดออกจากกัน

    อย่างไรก็ดีเรื่องนี้ถือว่าไม่ใช่ความผิดของฝ่ายหญิงอันที่จริงเป็นความผิดของฝ่ายชายด้วยซ้ำที่ชักชวนเพื่อนๆมากินเหล้าการต่อในคืนแต่งงานแทนที่จะนอนอยู่ในห้องกับภรรยาของตนเอง 

มีชายเสื้อดำ ได้ทำการป้ายน้ำลายภายในลิฟท์ของรถไฟฟ้า BTS 

   จากกรณีที่มีผู้ใช้ Facebook ได้นำข้อมูลมาเผยแพร่เป็นคลิปวีดีโอของชายเสื้อดำและใส่กางเกงสีแดงซึ่งชายคนดังกล่าวได้เดินเข้ามาในบริเวณสถานีรถไฟฟ้า BTSแห่งหนึ่ง และเดินตรงไปยังฤทธิ์ภายในสถานีกล้องวงจรปิดภายใน L ได้ถ่ายภาพพบว่าชายคนดังกล่าวเมื่อเดินทางเข้ามาถึงในลิฟท์แล้วก็ปิดประตูลิฟท์หลังจากนั้นก็ได้นำมือล้วงเข้าไปในปากเพื่อที่จะเอาของแล้วออกมาจากปากแล้วนำมาเช็ดตามผนังของลิฟท์เท่านั้นยังไม่พอ

ใช่คนดังกล่าวยังได้นำมือล้วงเข้าไปเช็ดที่อวัยวะเพศแล้วนำออกมาเช็ดภายในบริเวณลิฟต์อีกด้วยซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสถานีรถไฟฟ้า BTS ได้พบเห็นจึงได้พากันเดินเข้าไปเพื่อต้องการจะสอบถามเกี่ยวกับการกระทำของชายเสื้อดำคนดังกล่าวแต่เมื่อใช้เสื้อดำเห็นหน้าที่รักษาความปลอดภัยก็ได้เดินตรงมายังตนเองก็พยายามวิ่งหนีซึ่งชายชุดดำได้วิ่งออกไปทาง ประตูทางออกถนนพระราม 1 หลังจากนั้นก็วิ่งหายแทรกไปกับฝูงชน

โดยเหตุการณ์ในครั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพบว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นช่วงเวลาเช้าตรู่ของคืนวันที่ 20 เดือนมีนาคมปี 2020 ซึ่งภาพจากกล้องวงจรปิดมีการบันทึกไว้ว่าเหตุการณ์เกิดตอนเวลา 5:30 นโดยทางเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้สังเกตเห็นความผิดปกติของไทเกอร์ดำตั้งแต่เดินเข้ามาในสถานีแล้วจึงได้พยายามตามกล้องวงจรปิดต่างๆ

ที่ทางชายเสื้อดำเดินผ่านแล้วก็มาพบว่ามีการกระทำนำน้ำลายมาป้ายภายในลิฟท์อย่างที่พบเห็นในคลิปวีดีโอที่มีการเผยแพร่กันอยู่ในขณะนี้นั่นเองซึ่งปัจจุบันนี้ทางเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสถานีรถไฟฟ้า BTS ได้ประสานงานกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจนำคลิปดังกล่าวไปให้ตำรวจดูโฉมหน้าของชายเสื้อดำเพื่อต้องการให้นำตัวมาดำเนินคดีและตรวจหาการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า

เนื่องจากการกระทำของชายเสื้อดำคนดังกล่าวสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชนที่รับทราบเหตุการณ์นี้เป็นจำนวนมากว่าชายคนดังกล่าวอาจจะมีการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าและต้องการที่จะแพร่เชื้อให้กับคนอื่นเป็นเหมือนกันตนโดยเบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบการดูแลสถานีรถไฟฟ้า BTS ได้ออกมาประกาศผ่านเพจส่วนตัวของสถานีว่าขอให้ประชาชนได้มั่นใจในความปลอดภัยทางบริษัทมีการดูแลเกี่ยวกับระบบความสะอาด

เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าอยู่แล้วซึ่งจะมีการฉีดการฆ่าเชื้อไวรัสโคโรน่าทุกๆ 1 ชั่วโมงดังนั้นทางสถานีรถไฟฟ้า BTS จึงต้องการให้ประชาชนมั่นใจในระบบการรักษาความปลอดภัยทั้งจากตัวบุคคลร้ายและทำจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสว่าลูกค้าที่มาใช้บริการจะไม่ติดเชื้อโคโรน่าจากสถานีรถไฟฟ้า BTS แน่นอน

ลุงขวางรถกู้ภัยก็ไม่ขออนุญาตก่อนบุกรุกที่ 

    จากเหตุการณ์ที่มีการแชร์คลิปเกี่ยวกับกู้ภัยยืนทะเลาะกับชาวบ้านคนหนึ่งโดยรายละเอียดในคลิปจะเห็นว่ากู้ภัยพยายามที่จะต่อว่าชายคนดังกล่าวซึ่งชายคนนั้นยืนยันว่าตนเองเป็นเจ้าของที่และต้องการสอบถามสาเหตุที่กู้ภัยพยายามที่จะบุกเข้ามาในที่ของตนเองซึ่งทางคุณลุงเองแจ้งว่าตนเองกำลังทำงาน

โดยทางเจ้าของที่บอกว่าก่อนหน้านี้มีรถพยาบาลเข้าไปเรียบร้อยแล้วฉันต้องการทราบเหตุผลว่ารถกู้ภัยจะตามรถพยาบาลเข้าไปเพื่อสาเหตุอะไรแต่ทางผู้ภัยเองดูมีอารมณ์หัวรุนแรงและพยายามต่อว่าลุงเจ้าของที่ตลอดเวลาโดยไม่พยายามชี้แจงใดๆว่าตนเองต้องการเข้าไปทำอะไรที่สุดแล้วทางเจ้าของที่ก็ไม่ได้อนุญาตให้รถกู้ภัยคันดังกล่าวเข้าไปในพื้นที่ของตนเอง

       จากเหตุการณ์ที่เราเห็นในคลิปนี้ ทางนักข่าวได้ลงไปในพื้นที่เพื่อสอบถาม ชายเจ้าของที่ดินคนดังกล่าวซึ่งได้ความว่าอีกฝากหนึ่งของที่ดินของเขาพบว่ามีคนจมน้ำเสียชีวิตซึ่งก่อนหน้านั้นได้มีรถพยาบาลหลักฐานที่ดินของลงไปเรียบร้อยแล้วหลังจากนั้นก็มีรถของกู้ชีพจะเข้ามาในที่ดินของตนเองอีกครั้งซึ่งไม่ได้ขออนุญาตหรือตะโกนบอก อะไรเลย

ตนเองจึงได้ขวางและสอบถามแปลว่าทำอะไรแต่กู้ภัยคนดังกล่าวก็ไม่ยอมอธิบายหรือชี้แจงอะไรต่อว่าว่าตนไม่มีน้ำใจอย่างเดียวทำให้ตนเองโมโหจึงไม่อนุญาตให้ทางรถกู้ภัยคันดังกล่าวเข้าไปในไร่ของตนเองได้ซึ่งตัวเองทราบมาว่าก่อนหน้านี้ไม่มีรถกู้ภัยมาเรียบร้อยแล้วในชุดแรกและจอดอยู่อีกฟากหนึ่งแต่รถกู้ภัยคันนี้เป็นชุดที่ 2 ที่พยายามจะเข้ามา

แต่ติดรถกู้ภัยชุดแรกจึงไม่เบี่ยงมาที่ของตนเองลุงเจ้าของที่ยังบอกอีกว่าไม่ได้หวงถ้าหากกู้ภัยจะเข้าไปเพื่อช่วยเหลือคนเพียงแต่ว่าต้องบอกกล่าวว่ามากันกี่คนแล้วมาทำอะไรการที่กู้ภัยขับรถผ่านไปเลยโดยไม่ขออนุญาตเจ้าของที่ทั้งๆที่เขายืนอยู่ตรงนั้นเป็นการไม่ให้เกียรติเจ้าของที่และถือว่าเป็นการไม่มีมารยาทอย่างมากส่วนทางด้านกู้ภัยเองก็ได้ออกมาเล่าว่าตนเองเป็นกู้ภัยชุดที่ 2 ที่ต้องการจะเข้าไปแต่เข้าไปทางตรงไม่ได้เนื่องจากติดรถกู้ภัยชุดแรกที่มาจอดกันเต็มไปหมด

จึงได้อ้อมเพื่อที่จะมาเข้าที่ทางเข้าไม่เป็นไรของลุงคนดังกล่าวแต่เมื่อมาถึงคุณลุงไม่ยอมให้เข้าจึงได้เกิดการปะทะกันขึ้นซึ่งทางกู้ภัยเองก็บอกว่าอยากจะให้คุณลองเปิดใจให้กับทางผู้ไปได้เข้าไปช่วยเหลือคนเพราะที่ทำไปก็ไม่ได้เงินค่าจ้างอะไรช่วยด้วยใจเท่านั้นซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ทางญาติของผู้เสียชีวิตเองก็ได้ออกมาบอกว่าโดยปกติแล้วคุณลุงเป็นคนดีมีน้ำใจแต่อาจจะมีการเกิดผิดพลาดจากการสื่อสารกัน

ผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรน่าอาการหนัก

ผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรน่าอาการหนักเป็นนักท่องเที่ยวชายชาวเบลเยียมปอดหายไปข้างนึงแล้ว

           จากกรณีที่มีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าเป็นจำนวนมากอยู่ในประเทศไทยณขณะนี้ซึ่งทางโรงพยาบาลที่รับรักษาตัวผู้ป่วยที่ป่วยเกี่ยวกับเชื้อไวรัสโคโรน่าค่อนข้างมีจำนวนจำกัดเพราะมีแค่โรงพยาบาลของรัฐและเป็นโรงพยาบาลประจำจังหวัดเท่านั้นที่จะมีอุปกรณ์เหมาะสมและเพียงพอที่จะสามารถรักษาผู้ป่วยไข้ไวรัสโคโรน่าได้ทำให้ตอนนี้มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของเตียงที่จะให้ผู้ป่วยนอนพักรักษาตัวค่อนข้างเต็ม

ในแต่ละโรงพยาบาลโดยมีข่าวเข้ามาว่ามีผู้ป่วยชายคนนึงซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวเบลเยี่ยมโดยเขาอายุอยู่ที่ประมาณ 67 ปีได้มีการตรวจพบว่าป่วยเป็นโรคเชื้อไวรัสโคโรน่าโดยเข้ามาทำการรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเพชรบุรีหลังจากที่มีการรักษาตัวได้สักระยะหนึ่งพบว่าอาการไม่ดีขึ้นและอาการยิ่งหนักลงขึ้นทุกทีเมื่อทำการเช็คปอดทางคุณหมอแจ้งว่าปอดของผู้ป่วยชาวเบลเยี่ยมคนนี้หายไปแล้ว 1 ข้างซึ่งเชื้อไวรัสโคโรน่าได้มีการกัดกินก่อนของเขาไปดันญาติของชาวเบลเยี่ยมคนนี้ต้องการที่จะย้ายผู้ป่วยให้เข้ามารักษาตัวที่จังหวัดนนทบุรีซึ่งต้องการเข้ามารักษาตัวที่โรงพยาบาลบํารุงราษฎร์นราดูร

เนื่องจากเป็นสถานที่ที่รักษาผู้ป่วยหลายรายจากการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าแล้วอาการดีขึ้นจึงอยากให้ญาติของตนเองมารักษาตัวที่นี่แต่เมื่อได้ประสานงานมาที่โรงพยาบาลบํารุงราษฎร์นราดูรแล้วพบว่าที่โรงพยาบาลแห่งนี้ไม่สามารถรับผู้ป่วยเข้ามาเพิ่มได้เนื่องจากปริมาณผู้ป่วยเต็มโรงพยาบาลแล้วและไม่มีเตียงสำรองพอที่จะให้ผู้ป่วยเข้ามาพักรักษาตัวจึงได้ประสานงานให้ผู้ป่วยย้ายไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลพิษณุโลกซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการส่งเอกสารและการส่งตัวไปยังโรงพยาบาลพิษณุโลกอย่างไรก็ดีเกี่ยวกับแผนการตรงนี้ทางผู้ว่าราชการจังหวัดของจังหวัดเพชรบูรณ์

ได้ประสานงานกับทางเจ้าหน้าที่อำเภอปลัดอำเภอรวมถึงนักธุรกิจเอกชนของจังหวัด ให้มารวมตัวประชุมและปรึกษาหารือกันเพื่อที่จะหาทางแก้ไขและยับยั้งไม่ให้เชื้อไวรัสโคโรน่าระบาดไปมากกว่านี้ซึ่งทางผู้ว่าราชการจังหวัดได้มีการลงมติเป็นเอกฉันท์แล้วว่าจะมีการขอปิดสถานประกอบการของจังหวัดเพชรบูรณ์ทั้งหมดเช่นสถานบันเทิง และผับ 

หรือโรงภาพยนต์ เป็นการชั่วคราวก่อนโดยจะเริ่มปิดทำการสถานบันเทิงเหล่านี้ตั้งแต่วันที่ 28 เดือนมีนาคมและจะมีการเปิดให้บริการอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 31 มีนาคมแต่ว่าอาจจะต้องรอดูสถานการณ์อีกครั้งนึงด้วยว่าหลังจากที่มีการปิดสถานบันเทิงแล้วจำนวนผู้ติดเชื้อมีจำนวนลดลงหรือเพิ่มมากขึ้นหรือไม่ซึ่งอาจจะต้องดูสถานการณ์ว่าหากยังมีการติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆแล้วยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ภายในวันที่ 31 เดือนมีนาคมก็อาจจะมีการขยายการปิดสถานบันเทิงต่อไปซึ่งการแก้ไขนี้จะต้องดูสถานการณ์วันต่อวัน 

เหตุฆาตกรรมเพียงเพราะเงินจำนวน 500, 000 บาท

เหตุฆาตกรรมเพียงเพราะเงินจำนวน 500, 000 บาททำสามีฆ่าเมียและพี่เมียเสียชีวิต

              ที่จังหวัดชลบุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับการแจ้งพบศพผู้หญิงจำนวน 2 คนเสียชีวิตภายในบ้านพัก โดยเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจไปถึงจุดเกิดเหตุพบว่าผู้เสียชีวิตทั้งสองคนได้เสียชีวิตมาแล้วประมาณ 2 วันซึ่งทราบต่อมาว่าหญิงสาวทั้งสองคนนั้นเป็นพี่น้องกันและผู้หญิงคนน้องเป็นเจ้าของบ้านและเจ้าของบ่อกุ้งที่พบศพดังกล่าว

เจ้าหน้าที่ได้พยายามหาตัวสามีของผู้เสียชีวิตแต่ไม่พบ เจอแต่กระดาษที่มีการเขียนบอกลูกเรื่องให้ดูแลกิจการให้ดี ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิฐานว่าคนร้ายก็คือสามีของผู้เสียชีวิตนั่นเอง ซึ่งตอนนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังพยายามตามหาตัวแต่ยังไม่พบตัวคนร้าย

     ส่วนเหตุการณ์ในครั้งนี้จากการสอบปากคำ ชาวบ้านที่อยู่บริเวณรอบรอบบ่อตกกุ้ง พบว่าผู้ตายและสามีที่คาดว่าน่าจะเป็นคนร้ายได้มีเรื่องทะเลาะกันอยู่บ่อยครั้งเกี่ยวกับปัญหาการเงิน และกิจการที่ตอนนี้กำลังประสบกับปัญหาการขาดทุน และคนร้ายยังมักจะทะเลาะกับพี่สาวของภรรยาซึ่งเป็นผู้ที่เสียชีวิตคนหนึ่งด้วย

โดยสาเหตุน่าจะมาจากที่คนร้ายมาได้มายืมเงินผู้ตายประมาณ 500, 000 บาทมาลงทุนเปิดกิจการบ่อตกกุ้งและทำธุรกิจสนุกเกอร์ แต่เนื่องจากตอนนี้เศรษฐกิจของประเทศไม่ดีทำให้คนมาใช้บริการบ่อตกกุ้งและโต๊ะสนุกน้อยทำให้กิจการทั้งสองอย่างอยู่ในสภาวะกำลังขาดทุน  ทำให้คนตายที่เป็นพี่สาวได้ออกมาต่อว่าคนร้ายและมีการพูดจากทวงเงินกันขึ้น

จึงทำให้ทั้งคู่ทะเลาะกันบ่อยครั้งและอีกเหตุผลที่สำคัญคือ เวลาที่คนร้ายทะเลาะกับภรรยาและจะมาง้อคืนดีกับภรรยา มักจะถูกพี่สาวของภรรยากีดกันตลอด โดยมักจะเอาเรื่องเงินมาขู่ไม่ยอมให้คนร้ายคืนดีกับภรรยาได้ โดยผู้ตายคนที่เป็นพี่สาว ไม่ค่อยชอบคนร้ายเพราะคนร้ายไม่ค่อยทำงาน ขี้เกียจ

    ชาวบ้านต่างก็มั่นใจว่าคนร้ายคือสามีของคนตายแน่นอนที่แทงทั้งภรรยาและพี่สาวภรรยาจนเสียชีวิตแล้วหลบหนีไปเพราะคนร้ายเป็นคนที่มีอารมณ์รุนแง  หัวร้อนหงุดหงิดง่ายอาจจะเกิดจากการที่พี่สาวด่าว่าบ่อยจนเกิดการทนไม่ไหว ทำให้มาก่อนเหตุฆ่าทั้งคู่เสียชีวิต โดยหลายคนยังเชื่อว่า คนร้ายอาจจะไม่ได้ตั้งใจฆ่าเมียตัวเอง ตั้งใจจะฆ่าเฉพาะพี่สาวเมียเท่านั้นแต่อาจจะเพราะเมียเข้ามาเห็นเหตุการณ์คนร้ายเลยต้องฆ่าเมียตัวเองด้วย

    ไม่ว่าเหตุการณ์จะเป็นเช่นไร คงต้องรอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตามจับตัวคนร้ายมาสอบสวนให้ได้ก่อนว่าสาเหตุเกิดมาจากเรื่องอะไรก็แน่ ถึงได้มาก่อเหตุในครั้งนี้  เหตุการณ์ในครั้งนี้สร้างความหวาดกลัวให้กับคนในพื้นที่มาก ดังนั้นเจ้าหน้าที่ต้องรีบจับตัวคนร้ายมาลงโทษให้เร็วที่สุด 

 

สนับสนุนโดย  next88

หนุ่มโพสต์ตัดพ้อโรงพยาบาล

หนุ่มโพสต์ตัดพ้อโรงพยาบาล แค่อยากตรวจหาเชื้อโควิด-19 ตระเวนไปถึง 3 โรงพยาบาลกลับถูกปฏิเสธ

            ในสถานการณ์ที่เชื้อไวรัสโควิด-19 กำลังระบาดอย่างหนักไปทั่วโลกอยู่แบบนี้ หากใครที่มีอาการป่วยนิดหน่อยก็มักจะระแวงว่าตัวเองจะติดเชื้อไวรัสหรือไม่ ดังนั้นหลายคนคงอยากจะตรวจเช็คอาการของตัวเองให้แน่ใจ เพื่อที่หากติดเชื้อไวรัสมาจะได้รักษาได้ทันท่วงที แต่บางครั้งก็พบปัญหาโรงพยาบาลไม่ยอมตรวจให้ ซึ่งไม่ทราบแน่ชัดว่าทำไม อย่างเช่นที่ชายหนุ่มคนหนึ่งได้มีการโพสต์ตัดพ้อโรงพยาบาลผ่านทางเฟสบุ๊กส่วนตัวของตัวเองว่า  ตัวเขาเองรู้สึกแย่กับการที่มีการเดินทางไปติดต่อกับหลายโรงพยาบาลเพื่อขอให้ทางโรงพยาบาลตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้

เพราะเกรงว่าจะมีการเชื้อ แต่ก็ไม่มีโรงพยาบาลไหน ยอมตรวจหาเชื้อไวรัสให้เลย ซึ่งชายหนุ่มได้มีการบอกเล่าเรื่องราวว่า สาเหตุที่ชายคนดังกล่าวอยากตรวจนั้นเพราะว่าเขาเริ่มรู้สึกไม่สบาย อีกทั้งยังมีอาการที่เข้าข่ายของการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพราะตัวเขาเองทั้งมีไข้ ทั้งไอและจาม รวมถึงเขาต้องทำงานที่มีการติดต่อสัมผัส อยู่ใกล้ชิดกับคนต่างประเทศอยู่เป็นประจำ และคนต่างประเทศที่เขาใกล้ชิดด้วยส่วนมากก็มาจากประเทศในกลุ่มเสี่ยงทั้งนั้น

แต่พอเขาเดินทางไปโรงพยาบาล ทั้งที่โรงพยาบาลของจังหวัดนครสวรรค์    โรงพยาบาลประจำจังหวัดฉะเชิงเทรา และแม้แต่โรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงโด่งดังในกรุงเทพก็ตาม ทุกโรงพยาบาลต่างก็ปฏิเสธทีจะตรวจหาเชื้อไวรัสให้กับเขา ทำให้เขาเริ่มรู้สึกท้อใจมาก ซึ่งเมื่อเขาสอบถามเหตุผลกับทางโรงพยาบาล ต่างก็บอกว่าต้องรอรหัสและอาการยังไม่ใช่อาการของคนที่จะติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งทุกโรงพยาบาลที่ชายหนุ่มคนดังกล่าวไปติดต่อต่างก็แนะนำให้เขากักตัวเองอยู่ที่บ้านเพื่อรอดูอาการก่อนเท่านั้น

             เมื่อโพสต์นี้เผยแพร่ออกมาทำให้คนในโลกโซเชียลต่างสงสัยว่าเหตุใดถึงไม่ยอมตรวจให้เพราะคนไข้ก็พร้อมที่จะเสียเงินเพื่อต้องการทราบอาการของตัวเองให้แน่นอนเพื่อความสบายใจ จะได้ไม่ต้องไปคอยผวา ว่าตัวเองจะมีการติดเชื้อหรือไม่ แต่หลายคนก็บอกว่าอาจจะเพราะทางโรงพยาบาลมีการซักประวัติเบื้องต้นแล้ว

เห็นว่ายังไม่เข้าข่ายที่จะติดเชื้อไวรัสก็ได้เลยไม่ได้ทำการตรวจให้ แต่อันที่จริงหากคนไข้ มีความประสงค์ที่จะตรวจ และเขายินดีที่จะเสียเงินในการตรวจคัดกรอง ทางโรงพยาบาลก็ไม่ควรที่จะปฏิเสธ เพราะการติดเชื้อไวรัส ปัจจุบันไม่ได้เกิดจากที่เราจะต้องคลุกคลีกับชาวต่างชาติเท่านั้น ตอนนี้ใครใครก็สามารถติดเชื้อไวรัสและแพร่เชื้อไวรัสให้กับคนอื่นได้ทั้งนั้น  ดังนั้นเพื่อความสบายใจของประชาชนหากเขาต้องการตรวจก็ควรจะตรวจให้

 

สนับสนุนโดย  sagame

ยืนยันข้อมูลจากทางกรมอนามัย

หยุดลวกช้อนและส้อมในหม้อน้ำร้อนของศูนย์อาหารเพราะเสี่ยงติดเชื้อไวรัส

     มีกันออกมายืนยันข้อมูลจากทางกรมอนามัยเกี่ยวกับเรื่องที่หลายคนเคยสงสัยกันว่าการที่เรานำช้อนไปลวกในหม้อน้ำร้อนที่ทางศูนย์อาหารมีการวางไว้ให้นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่โดยส่วนใหญ่มองว่าการลวกช้อนในน้ำร้อนคือการฆ่าเชื้อโรคอย่างหนึ่งแต่อีกหลายคนก็ออกมาบอกว่าสิ่งที่ทำอยู่ในตอนนี้เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเพราะแทนที่จะเป็นการฆ่าเชื้อโรคกลับเป็นการเพิ่มเชื้อโรคเข้ามามากกว่าเนื่องจากว่ามีหลายคนที่ใช้ช้อนแล้วมารวบรวมกันซึ่งทำให้บางครั้งอาจจะนำมาของการติดต่อของเชื้อโรคก็เป็นได้

โดยทางกรมอนามัยได้ออกมาชี้แจงว่าการที่น้ำร้อนจะสามารถฆ่าเชื้อโรคได้นั้นจะต้องมีความร้อนสูงถึง 80 และ 90 องศาและต้องใช้เวลาในการลวกนานประมาณ 4 นาทีเป็นต้นไปดังนั้นการที่เราแค่นำช้อนมาจุ๋มน้ำร้อนแล้วเอาขึ้นจึงไม่ใช่วิธีการที่จะเป็นการฆ่าเชื้อโรคได้

     นักข่าวได้มีการเข้าไปสอบถามกับทางกรมอนามัยกับเรื่องราวที่กำลังมีการแชร์อยู่ในขนาดนี้เกี่ยวกับการลวกช้อนและซ่อมในหม้อน้ำร้อนที่มีการตั้งเอาไว้ตามศูนย์อาหารทั่วไปโดยมีการนำมาพูดกันว่าเป็นการเพิ่มโอกาสให้คนติด เชื้อโรคมากกว่าที่จะเป็นการฆ่าเชื้อโรคซึ่งทางกรมอนามัยก็ออกมายืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องจริงเนื่องจากว่าจากการสำรวจที่ทางกรมอนามัยลงไปเช็คตามศูนย์อาหารจะพบว่าทางศูนย์อาหารมักจะมีการต้มน้ำร้อนไว้ที่อุณหภูมิประมาณ 40 ถึง 50 องศาเท่านั้น

ซึ่งความร้อนขนาดนี้จะไม่สามารถที่จะทำลายหรือฆ่าเชื้อโรคได้ดังนั้นการที่ประชาชนนำช้อนไปลวกในน้ำร้อนที่มีอุณหภูมิแค่เพียง 40 องศาจึงไม่ใช่การฆ่าเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อไวรัสแต่อย่างใดซึ่งอุณหภูมิความร้อนที่ถูกต้องที่จะสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื่อไวรัสได้นั้นควรจะอยู่ที่ 80 ถึง 90 องศาเป็นต้นไป

และจะต้องนำช้อนรวกแชทค้างไว้ประมาณถึง 4 นาทีถึงจะเป็นการฆ่าเชื้อโรคได้แต่ในขณะเดียวกันที่ทำอยู่ในตอนนี้เป็นการแค่จุ๋มแล้วเอาขึ้นเท่านั้นสรุปผมก็แค่40 องศาซึ่งไม่เพียงพอที่จะทำให้เชื้อโรคตายได้และยิ่งต้มน้ำนานเท่าไหร่ก็เท่ากับว่าเชื้อโรคมีปริมาณมากขึ้นเท่านั้นและหากเรานำช้อนไปจุ๋มก็เท่ากับเราเอาเชื้อโรคเข้ามาไว้ในร่างกายซึ่งทำให้เกิดปัญหาของโรคท้องร่วงตามมาได้ซึ่งหากใครต้องการที่จะรวบช้อนในน้ำร้อนเพื่อต้องการฆ่าเชื้อโรคนั้นคุณจะดูได้ว่าน้ำร้อนนั้นมีอุณหภูมิสูงถึง 80 องศาหรือไม่และต้องลวกให้นานถึง 4 นาทีขึ้นไปจึงจะทำให้ร่างกายปลอดภัยจากเชื้อโรค