นิสัยที่ทำให้เราไม่มีความสุข 

คุณเคยสงสัยตัวเองหรือไม่ว่าทำไมบางวันนั้นเราถึงมีความรู้สึก ไม่มีความสุขความเจริญในขณะที่เราได้ทำทุกอย่างดีแล้ว หรือเราได้ทำนิสัยที่ดีออกไปแล้ว แต่เรานั้นก็ยังไม่ได้รับความสุขกลับมาเลย ในวันนี้คุณลองหันมาเช็คกันดูหน่อยว่าเรานั้นมีีนิสัยเหล่านี้อยู่บ้านรึเปล่าที่เป็นตัวการที่จะส่งผลให้เรานั้นไม่มีความสุข

อันดับแรกขี้บ่น

คุณทราบหรือไม่นะว่าการบ่นของเราเหล่านี้แหละมันเป็นการสร้างบรรยากาศที่ทำให้คนอื่นรู้สึกแย่ลงได้ ซึ่งถ้าหากว่าคุณเป็นคนชอบบ่นเวลาไปที่ไหนก็มักจะมีการพูดต่างๆนาๆ หรือไม่ว่าจะเป้นวันไหนๆก็จะบ่นอยู่เช่นนั้น เจออะไรก็บ่นไปหมดโน่นนี่นั้น คุณรู้รึไม่ว่าพฤติกรรมเหล่านี้มันเป็นพลังงานทางด้านลบของคุณ 

ซึ่งจะเห็นได้ว่าเวลาที่คุณนั้นนำมาบ่นเนี่ยจะเห็นได้ว่าคนที่สัมผัสมันจริงๆก็คือเรานั่นเอง ซึ่งส่งผลไปยังคนรอบข้าง เพราะพวกเขาก็คงไม่อยากที่จะฟังเราบ่นหรือไม่อยากจะอยู่ด้วยนั่นเอง ลองมองย้อนกลับไปสิว่าตัวเราเองถ้าหากต้องไปอยู่กับคนขี้บ่นก็คงจะลำคานเช่นกัน

วิธีการแก้ไขก็คือเมื่อเรารู้สึกต้องการที่จะอยากบ่นเมื่อไหร่ เราก็ควรที่จะมีสติและก็ข้ามสิ่งที่จะบ่นเหล่านั้นไป ให้นึกว่าช่างมันหรือปล่อยมันไปสะดีกว่า ดังนั้นควรลองฝึกสิ่งเหล่านี้ดูดีกว่าเพราะมันช่วยได้จริงๆและจะส่งผลทำให้คุณมีความสุขได้นั่นเอง

อันดับที่สอง คือแคร์คนอื่นมากเกินไป

เชื่อเถอะว่าถ้าหากเรามีนิสัยที่แคร์คนอื่นจนเยอะเกินไปมันทำให้เรานั้นไม่มีความสุขหรอก เรามองว่าคุณควรที่จะอยู่ตรงกลางเป็นดีที่สุดแล้ว เพราะว่าอย่างน้อยเราก็ต้องทำตัวเองให้ดีที่สุดและก็ไปรบกวนคนอื่นหรือคนรอบข้างหรือ ไม่ไปสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นนั่นเอง 

เชื่อหรือไม่ว่าในการแคร์คนอื่นมากก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดีมากนักนะ เนื่องจากว่าพวกเขาก็ไม่มีใครรู้หรอกนะว่าชัวิตของเรานั้นมันผ่านอะไรไปบ้าง หรือว่าการที่เราได้เจอกับปัญหาต่างๆหรือเจออะไรก็ตามที่เป็นอุปสักในทุกๆวัน มันจะเป็นอย่างไร โดยการที่เราไปแคร์และบอกคนอื่นมากจนเกินไปเค้าก็ไม่คิดว่าเราหวังดีหรอก บางคนมองว่ามันน่าละคาญเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นไม่ควรที่จะแคร์คนอื่นจนมากเกินไป

ดังนั้นเราสามารถที่จะมองหรือฟังในมุมของคนอื่นได้ แต่ในบางครั้งเราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องนำความคิดเหล่านั้นมาเป้นตัวทำให้เรานั้นเกิดความรู้สึกที่ไม่ดี อย่างเช่นการบลูลี่ในทุกวันนี้เห็นกันอย่างมากมาย และการที่เรานำเรื่องราวเหล่านั้นมาเป็นปัญหาหรือคิดมากก็จะส่งผลที่ตัวเรานั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน ฝากขั้น ต่ำ 50 โบนัส 100

ปัญหาเรื่องรสนิยมทางเพศ ที่ไม่สามารถเปลียนได้

          ปัจจุบันสังคมของโลกนั้นมีการยอมรับเพศที่สามกันมากขึ้นดังจะเห็นได้ว่ามีหลายประเทศมีการเปิดโอกาสให้กลุ่มเพศที่สามนั้นได้สามารถแต่งงานและอยู่กินร่วมกันได้หรือแม้แต่การที่ปล่อยให้กลุ่มเพศที่สามนั้นสามารถแปลงเพศและสามารถเปลี่ยนคำนำหน้าได้จากนายกลายมาเป็นนางสาวหรือจากนางสาวเปลี่ยนไปเป็นนาย

        แต่อย่างไรก็ตามแต่ตามพื้นฐานของบางประเทศนั้นก็ยังคงที่จะไม่ยอมรับกลุ่มคนประเภทที่ 3 นี้ซึ่งแน่นอนว่าหากครอบครัวของพวกเขาไม่สามารถยอมรับการเป็นเพศที่สามของเขาได้สิ่งที่พวกเขาจะทำก็คือการแอบเป็นในสิ่งที่ตนเองชอบในขณะที่ตัวตนที่แท้จริงของพวกเขานั้นจะถูกซ่อนและถูกบดบังจากการแสดงที่บ่งบอกว่าเขานั้นเป็นเพศที่ถูกต้อง

        อย่างเช่น  เมื่อมีผู้ชายคนหนึ่งเขามีรสนิยมทางเพศเป็นชายรักชายโดยชายหนุ่มคนนี้ยอมรับกับตนเองว่าเป็นเกย์แต่เนื่องจากครอบครัวของเขานั้นไม่ยอมรับเขาจึงไม่สามารถเปิดเผยความเป็นเกย์ของเขาได้และเขาตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงรสนิยมของตนเองด้วยการหันมาชอบผู้หญิงดังนั้นเขาจึงแต่งงานและหวังจะมีครอบครัวโดยเมื่อเขาตัดสินใจที่จะแต่งงานกับผู้หญิงแล้วเขาก็ใช้ชีวิตกับแฟนสาวของเขามานานถึง 8 ปี

         อย่างไรก็ตามแต่ถึงแม้ว่าจะผ่านมานานถึง 8 ปีแล้วแต่เขาไม่สามารถที่จะทำการเปลี่ยนแปลงตัวเองได้จนท้ายที่สุดเขาก็ต้องยอมรับความจริงว่าเขาไม่สามารถรักผู้หญิงได้และไม่สามารถที่จะเปลี่ยนไปชอบเพศหญิงได้เพราะเขายังคงต้องการมีความสัมพันธ์กับเพศชายด้วยกันดังนั้นเมื่อเขายอมรับตัวตนที่แท้จริงของตนเองได้เขาจึงได้หันมาสนใจเพศชายด้วยกันแต่ด้วยสังคมของชายหนุ่มคนนี้ไม่สามารถที่จะทำให้เขาเปิดเผยตัวตนของตนเองได้เขาจึงได้มีการแอบซุกกิ๊กของเขาไว้ซึ่งของเขานั้นก็เป็นเกย์แน่นอนว่าเวลาที่เขาอยู่กับกิ๊กของเขานั้นเขาจะมีความสุขมากๆแต่ในขณะที่อยู่กับภรรยาของเขานั้นเขากลับไม่มีความสุขเลยและท้ายที่สุดเราก็จะมีปัญหาเพราะระหองระแหงกับภรรยาของเขาเรื่อยมา 

        เรื่องราวของชายหนุ่มคนนี้ถูกเปิดเผยโดยตัวเขาเองเนื่องจากว่าในขณะนี้เขากลัวว่าความรักของเขาจะรั่วไหลและภรรยาจะรู้ว่าเขานั้นเป็นชายรักชายและเขาไม่ต้องการที่จะเสียครอบครัวของเขาไปเขาเองไม่สามารถที่จะเลิกกับภรรยาของเขาได้ในขณะเดียวกันเขาก็ไม่สามารถที่จะเลิกคบชู้รักที่เป็นเกย์ด้วยกันได้จึงได้มีการส่งคำถามมาขอคำปรึกษากับคอลัมน์นิสต์ชื่อดังซึ่งแน่นอนว่าคำปรึกษาที่เขาได้ตอบกลับมานั่นก็คือให้ยอมรับความเป็นจริงถึงแม้ว่าความเป็นจริงนั้นจะเจ็บปวดแต่ดีกว่าการที่เขาทำการนอกใจภรรยาและยังทำให้ภรรยาของเขานั้นเสี่ยงต่อการติดโรคได้อีกด้วยนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย.  กริลแอร์

เทคนิคการเรียน ที่จะทำการเรียนอย่างไรให้ได้เกรดีดี

        หากเราอยากเรียนได้เกรดดีๆไม่ว่าจะเป็นอยากได้ a+ ผลการเรียนออกมาได้เกรด 4.00 แล้วก็ต้องมีกฎระเบียบวินัยในตัวเองที่เราจะต้องยึดถือและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเพราะหากเราเรียนไปเล่นไปผลการเรียนของเรานั้นย่อมไม่ได้ตามที่เราอยากได้แน่นอนดังนั้นวันนี้เราจะนำเทคนิคการเรียนว่าทำอย่างไรที่เราจะสามารถได้ผลการเรียนที่ดีเป็นที่น่าพอใจทั้งของตัวเราเองและพ่อแม่ที่เห็นแล้วไม่อายใคร

        เคยมีแนวความคิดหนึ่งของประเทศสิงคโปร์ที่มักจะมีการสอนหลักการของเด็กนักเรียนว่าให้เรียนด้วยการจำรูปภาพแผนการจำข้อความซึ่งจะสามารถทำให้เราจำข้อมูลเหล่านั้นได้ดีกว่าดังนั้นเราสามารถนำแนวความคิดเหล่านี้มาใช้ประกอบการเรียนของเราได้เช่นเดียวกันซึ่งเราสามารถที่จะนำข้อมูลที่คุณครูสอนมาประมวลผลให้เป็นรูปภาพเพื่อที่จะได้จำได้ง่ายขึ้น

และการที่เราจะจดข้อมูลจากสิ่งที่คุณครูสอนเราสามารถที่จะจดโดยการแปลงเป็นรูปภาพเพื่อเพิ่มความเข้าใจให้กับเราได้แทนที่เราจะเขียนแค่ข้อความอย่างเดียวเท่านั้นที่สำคัญในการที่เราได้รับข้อมูลใหม่ๆเข้ามาในแต่ละวันนั้นเราควรจะต้องนำข้อมูลใหม่มาเชื่อมโยงกับข้อมูลเก่าที่เราเคยเรียนไปก่อนหน้านั้นเ

พื่อให้ข้อมูลนั้นมีการพัฒนามากยิ่งขึ้นอย่างเช่นการเรียนภาษาอังกฤษซึ่งเราได้คำศัพท์มาเราสามารถเอาคำศัพท์ต่างๆเหล่านั้นมาผสมผสานกันเกิดให้เป็นประโยคใหม่ๆขึ้นมาได้และสิ่งที่จะทำให้เราต่ำบทเรียนที่เราเรียนมาในแต่ละวันหรือในแต่ละเดือนนั้นได้ดีที่สุดก็คือนอกจากการที่เราจะต้องทบทวนบทเรียนของเราในทุกๆวันแล้ว

เรายังสามารถสอนเพื่อนฮักเพื่อนคนไหนไม่เข้าใจเราสามารถไปสอนเพื่อนให้เข้าใจในบทเรียนได้ซึ่งการสอนเพื่อนที่เองจะเป็นการที่ทำให้เรามีความรู้ของตนเองไปในตัวโดยที่เราไม่จำเป็นต้องเสียเวลามานั่งอ่านหนังสือให้กับตนเองเลยดังนั้นหากเราสอนเพื่อนจนสามารถทำให้เพื่อนเข้าใจได้เราก็จะจำได้ขึ้นใจเลยว่าบทเรียนที่ผ่านมานั้นเป็นอย่างไรบ้างซึ่งเมื่อเราจำได้เมื่อใกล้ถึงเวลาสอบเราก็อาจจะไม่จำเป็นต้องอดนอนเพื่อดูหนังสือหนักจนเกินไปเพียงแค่อ่านคร่าวๆนิดเดียวเราก็จะสามารถจดจำข้อมูลต่างๆนั้นได้แล้ว

และใครก็ตามที่เวลาคุณครูสอนแล้วจะมีการจดโน้ตเป็นตัวหนังสือสั้นๆอันนี้แน่นอนว่าเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้องมากนักเพราะเวลาที่เราตรวจข้อความสั้นๆว่าเรากลับมาย้อนอ่านภายหลังเราจะจำไม่ได้ว่าข้อความจริงทั้งหมดแล้วคืออะไรดังนั้นการที่เราจะจดช็อตโน๊ตเราไม่จำเป็นต้องเขียนสั้นจนเกินไปแต่เราควรอธิบายให้ตนเองเข้าใจให้ได้ว่าสิ่งที่เราต้องการจดจำนั้นคือเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร

ซึ่งเราสามารถทำเป็นรูปภาพประกอบและเขียนข้อความร่วมด้วยได้จะทำให้เรากลับมาดูย้อนหลังและเข้าใจได้มากยิ่งขึ้นและถ้าหากเราทำตามขั้นตอนเหล่านี้แน่นอนว่าผลการเรียนของเราจะต้องดีขึ้นแน่นอน

 

 

สนับสนุนโดย.    สูตร ยี่กีเข้าทุกรอบ

กระโดดน้ำพิสูจน์รักแท้ ฝ่ายชายรอดแต่ฝ่ายหญิงเสียชีวิต 

                      เมื่อวันที่ 20 เดือนตุลาคม ปีพ.ศ.2563 เจ้าหน้าที่ตำรวจของสถานีตำรวจสนพญาไทได้รับแจ้งเหตุจากชาวบ้านว่ามีคนกระโดดลงในแม่น้ำตรงบริเวณคลองแสนแสบ  ซึ่งจุดที่กระโดดนั้นจะเป็นบริเวณท่าเรือประตูน้ำ  ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ประสานงานกับกู้ภัยทางน้ำให้ไปยังจุดเกิดเหตุ

          เมื่อเดินทางไปถึงพบว่ามีชาวบ้านมุงดูกันเป็นจำนวนมากและเจ้าหน้าที่ชุดดำน้ำได้รีบลงไปดำน้ำเนื่องจากว่าชาวบ้านบอกว่ามีคนกระโดดลงไปในน้ำจำนวน 2 คนเป็นผู้ชาย 1 คนและผู้หญิง 1 คนซึ่งได้สามารถช่วยเหลือผู้ชายขึ้นมาได้แล้วแต่ผู้หญิงยังหาไม่พบเจ้าหน้าที่ชุดดำน้ำต้องใช้ระยะเวลาในการทำหาประมาณ 10 นาทีก็พบร่างของหญิงสาวคนหนึ่งนอนอยู่ใต้คลองแสนแสบเมื่อนำขึ้นมาก็พบว่าเธอเสียชีวิตแล้ว

      สำหรับคนที่กระโดดน้ำลงไปนี้ทั้งคู่เป็นชาวพม่า  และมีอายุ 21 ปีทั้งคู่ซึ่งฝ่ายชายได้ให้การกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าทั้งคู่เดินทางจากประเทศพม่ามาทำงานที่กรุงเทพฯและคบหาเป็นแฟนกันมานานกว่า 8 ปีแล้ว สาเหตุที่ทำให้ทั้งคู่มาโดดน้ำที่คลองแสนแสบนั่นก็เพราะว่าในช่วงเวลากลางคืนฝ่ายหญิงนั้นได้ไปเที่ยวกับเพื่อนตัวแฟนหนุ่มเองได้พยายามโทรตามแฟนสาวแต่เธอกลับบอกว่าจะอยู่กับเพื่อนก่อนจนกลับมาถึงห้องในเวลา 3:00 น. ทำให้ทั้งคู่ทะเลาะกัน

       และด้วยความที่แฟนสาวน้อยใจจึงทำให้เธอนั้นมากระโดดน้ำที่คลองแสนแสบเพื่อพิสูจน์ความรักที่เธอมีต่อแฟนหนุ่มหลังจากที่หญิงสาวกระโดดลงไปฝ่ายชายกระโดดลงตามเพื่อจะลงไปช่วยแต่ก็ไม่สามารถหาตัวเธอได้เจอระหว่างนั้นเองมีเจ้าหน้าที่สายตรวจผ่านมาพอดีจึงได้สามารถช่วยผู้ชายเอาไว้ได้แต่ว่าเจ้าหน้าที่สายตรวจลงมาช่วยผู้หญิงไม่ทันจึงทำให้ฝ่ายหญิงนั้นจมน้ำและได้มีการประสานงานเจ้าหน้าที่สนพญาไทเพื่อมาให้ช่วยเหลือในการตามหาร่างของฝ่ายหญิงนั้นเอง

     อย่างไรก็ตามในขณะนี้พบร่างของฝ่ายหญิงเรียบร้อยแล้วและฝ่ายชายจะนำร่างผู้หญิงปรับประเทศพม่าเพื่อประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป 

         สำหรับเรื่องของการทะเลาะเบาะแว้งกันนั้นเกิดขึ้นเป็นประจำสำหรับคู่รักแต่การที่จะมาพิสูจน์รักแท้ด้วยการกระโดดลงน้ำทั้งที่ตัวเองว่ายน้ำไม่เป็นนั้นเป็นเรื่องที่โง่เง่ามาก  ซึ่งเรื่องนี้น่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้กับหญิงชายหลายคนได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียวว่าควรใช้เหตุผลพูดจากันไม่ควรใช้อารมณ์โดยเฉพาะการตัดสินด้วยการขู่ว่าจะฆ่าตัวตายเพราะถ้าหากพลาดขึ้นมาก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขอะไรได้แล้วเหมือนกับหญิงสาวคนนี้ที่โดดน้ำไปแล้วตายเพราะตัวเองว่ายน้ำไม่เป็น

 

 

สนับสนุนโดย  แทงบอลออนไลน์

อยากฉลาดทำได้ง่ายๆ

การที่เราจะเป็นคนฉลาดได้นั้นไม่ใช่เรื่องยากแต่ความฉลาดเป็นสิ่งที่จะต้องใช้เวลา ไม่ใช่ว่าคนเรนั้นเกิดมาแล้วจะฉลาดได้เลย ซึ่งที่เราเห็นว่าเด็กนั้นดูฉลาดจริงๆแล้วเด็กไม่ได้เกิดมาฉลาดแต่เด็กการการเรียนรู้จากการเลี่ยงดูจึงทำให้เด็กนั้นเกิดความฉลาดขึ้นมาซึ่งแน่นอนว่าความฉลาดของเรานั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสิ่งรอบตัวของเราทำให้เราเป็นคนฉลาดนั่นเอง

ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงดูตั้งแต่เด็ก พ่อแม่และครอบครัวรวมถึงสังคมสภาพแวดล้อมด้วย เพราะเด็กที่ฉลากส่วนใหญ่นั้นมักจะมีสภาพแวดล้อมที่ดี พ่อแม่ครอบครัวเอาใจใส่เด็กอย่างมาก ทั้งการฝึกการเรียนรู้การพูดการคุย ถ้าหากอยากให้เด็กเป็นแบบไหนก็ทำตัวแบบนั้นให้เด็กเห็นนั่นเอง

เพราะในช่วงวัยเด็กนั้นจะเป็นช่วงที่มีการจดจำและสมองกำลังพัฒนา แต่มนเด็กบางคนก็อาจจะไม่ได้ดูเป็นคนฉลาดตั้งแต่เด็กดังนั้นแล้วถ้าหากตอนเด็กเรานั้นไม่ได้ฉลาด แต่ก็ใช่ว่าเราไม่สามารถที่จะฉลาดได้ตลอดไปแต่ถ้าหากอยากจะฉลากนั้นการทำสิ่งต่อไปนี้จะสามารถช่วยให้ฉลาดขึ้นได้

พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ เราจะต้องเตรียมพร้อมทั้งสมองและร่างกายเพราะร่างกายที่แข็งแรเป็นส่วนที่นำพาสมองออกไปเพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ๆได้นั่นเอง ดังนั้นแล้วความพร้อททั้งสองอย่างนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ การที่เรานั้นพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆก็จะทำให้เรานั้นดีรับทั้งสิ่งที่เป็นความรู้ที่สามารถใช้ในชีวิตประจำวันได้หรือแม้จะเป็นสิ่งที่ไม่สามารถนำมาใช้ในชีวิตแระจำวันได้แต่อย่างไรก็ตามเราก้ต้องพร้อมที่จะเรียนรู้ในสิ่งต่างๆเรานั้น เพราะการเรียนรู้จะเป็นสิ่วที่ทำให้เราฉลาดขึ้นได้นั่นเอง

กาคคิดตามในสิ่งต่างๆโดยใช้หลักการและเหตุผล การสร้างหลักการเหตุผลและสมมติฐานนั้นถือว่าเป็นการสร้างรอยหบักให้แก่สมอง เป็นสิ่งที่จะช่วนให้เรานั้นฉลาดขึ้นได้ โดยการสร้างสิ่งเหล่านี้นั้นเราสามารถที่จะสร้างได้จากการพบเห็นสิ่งต่างๆโดยทั่วไปที่เราเจอในแต่ละวัน เมื่อเราเกิดความคิดตามแล้วเราก็จะได้รู้ถึงสิ่งต่างๆทั้งทางด้านหลักการและด้านเหตุผลด้วยและสิ่งต่างๆเหล่านี้เราก็ยังสามารถนำมาใช้เพื่อวิเคราะห์สิ่งต่างๆในอนาคตด้อีกด้วย

อ่านหนังสือเยอะๆ เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับคนที่อยากฉลาดมากๆ เพราะการอ่อนหนังสือคือการเพิ่มความรู้อย่างแท้จริง เมื่อเรารู้เยอะเราก็จะกลายเป็นคนฉลาดนั่นเอง นอกจากนี้การอ่านหนังสือยังถือว่าเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์อีกด้วยไม่เพียงแค่นั้นการอ่านหนังสือยังเป็นการสร้างทักษะในการอ่านที่ดีให้เราด้วยนั่นเอง นอกจากจะฉลาดขึ้นแล้วยังมีทักษะในด้านการอ่านหนังสือที่ดีมากขึ้นด้วย

หัดฟังให้มากกว่าพูด โดยส่วนใหญ่แล้วนั้นคนที่มักชอบพูดไม่ใช่คนที่รู้จริงนักแต่คนที่ฟังมากกว่าจะเป็นคนที่ฉลาด ฉลาดทั้งในเรื่องความรู้และฉลาดทั้งนเรื่องการวางตัวในสังคม เพราะคนที่ตั้งใจฟังนั้นจะเกิดการคิดวิเคราะห์ไปด้วยในขณะที่ฟังนั่นเอง ดังนั้นแล้วถ้าหากอยากฉลาดหากเป็นผุ้ฟังที่ให้ได้เสียก่อนนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  สูตรหวยยี่กี ruay

ทำอย่างไรไม่ให้การพูดเตือนเป็นการหักหน้า

ความหวังดีกับการหักหน้านั้นมีเส้นบางๆกั้นอยู่ เคยรู้สึกกันไหมว่าบางครั้งพูดอะไรไปเหมือนโดนเพื่อน โดนคนรู้จักหักหน้าตลอด จนทำให้เสียความรู้ และไม่กล้าที่จะพูดอะไรออกไป หรือเคยเป็นไหมที่เผลอพูดเตือนคนอื่นด้วยความหวังดี แต่เขากลับรู้สึกไม่ดีในสิ่งที่เราพูด เพราะเหมือนเราไปพูดหักหน้าเขา การพูดเตือนคนอื่นด้วยความหวังดีนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องดูบริบทคำพูด สถานที่ โอกาส กาลเทศะด้วยว่าที่พูดออกไปนั้นจะเป็นการเตือนด้วยความหวังดี หรือทำให้คนอื่นเสียหน้าได้ วันนี้เราจึงอยากจะมาแนะนำวิธีการพูดไม่ให้คนอื่นเสียความรู้สึก หรือไปหักหน้าคนอื่นได้นั้นมีอย่างไรบ้าง

  1. ควรพูดกันแค่สองคน

การจะพูดเตือนคนอื่นนั้นไม่จำเป็นต้องพูดในที่สาธารณะ ควรมาพูดคุยกันแค่ 2 คน เพื่อให้เกียรติอีกฝ่าย หากไปพูดในที่สาธารณะต่อหน้าคนเยอะๆ นอกจากจะทำให้อีกฝ่ายเสียหน้า เสียความรู้สึก เสียความมั่นใจแล้วยังอาจทำให้อีกฝ่ายโกรธ จนถึงขั้นไม่พอใจเราไปเลยก็ได้

  1. ไม่ควรพูดทันทีเดี๋ยวนั้นเลย

การจะพูดเตือนควรอาศัยจังหวะเวลา ไม่ควรพูดเตือน ณ ขณะนั้นเลย อย่างน้อยควรให้เกียรติอีกฝ่ายโดยการรอให้อีกฝ่ายพูดจบก่อน หากอีกฝ่ายยังพูดไม่จบแต่เราพูดเตือนขึ้นมาทันทีทันใดอาจจะกลายเป็นการขัดจังหวะ และไม่ให้เกียรติได้  

  1. ควรพูดตอนที่อีกฝ่ายมีสติ อารมณ์ดี

ควรหาเวลาที่เหมาะสม อาจจะเป็นตอนที่อยู่ด้วยกันสองคน และอีกฝ่ายไม่ได้มีอารมณ์หงุดหงิดอยู่ ควรพูดในขณะที่อีกฝ่ายอารมณ์ดี ยินดีรับฟัง มีสติ เพราะการที่พูดเตือนอะไรไปย่อมมีบางประโยคที่อาจจะไม่เข้าหูได้ ดังนนั้นเราควรดูสถานการณ์เลือกช่วงจังหวะเวลาที่เหมาะสม อย่างน้อยอีกฝ่ายจะได้มีสติ และยินดีรับฟัง

  1. ใช้เหตุผลพูดคุย ห้ามใช้อารมณ์

ถ้าเกิดอีกฝ่ายเถียงไม่รับฟัง เพราะเขาไม่ยอมรับในคำเตือนของเรา เราจะต้องบอกเขาด้วยเหตุผล ว่าทำไมถึงเตือน เตือนเพราะอะไร และการเตือนนี้มีประโยชน์อย่างไร ห้ามใช้อารมณ์โดยเด็ดขาด มิฉะนั้นอาจทำให้เกิดเป็นการทะเลาะเบาะแว้งได้

  1. ใช้คำพูดที่ดี

เวลาจะพูดเตือนใครเราควรเลือกใช้คำพูดที่ดี ไม่รุนแรง ไม่ออกแนวดุ หรือด่า ควรพูดอย่างสุภาพ ใช้คำพูดที่ถนอมใจ คำพูดนั้นควรผ่านกระบวนความคิดและไตร่ตรองว่าหากพูดไปแล้วจะไม่กระทบต่อความรู้สึกของอีกฝ่าย

การที่เราจะพูดเตือนใครเราควรดูด้วยว่าพูดแบบไหนถึงจะไม่เป็นการหักหน้า ไม่ทำให้อีกฝ่ายเสียหน้า เสียความรู้สึก อย่างน้อยควรรักษามารยาททางสังคมและให้เกียรติอีกฝ่าย แม้จะเป็นเพื่อน คนรู้จัก คนสนิทก็ตาม เพราะคงไม่มีใครรู้สึกดีถ้าต้องโดนหักหน้า นอกจากจะทำให้เสียหน้าแล้วยังทำให้เสียความรู้สึกด้วย 

 

สนับสนุนโดย  ทดลองเล่นบาคาร่าฟรี se

การอ่านหนังสือของคนไทย

คนไทยนั้นถิว่าตื่นตัวเกี่ยวกับการอ่านไม่น้อยและคดว่าคนไทยนั้นน่าจะอ่านหนังสือเกินปีละ 8 บรรทัดด้วย และไม่สามารถทราบได้ว่าใครที่เป็นคนต้นคิดว่าคนไทยนั้นอ่านหนังสือแค่ปีละ8บรรทัด เพราะความจริงแล้วนั้นมีการสำรวจกันอย่างจริงจึงถึงพฤติกรรมการอ่านหนังสือของคนไทย ซึ่งมีการทำการสำรวจฤติกรรมการอ่านของคนไทยนี้มาติดต่อกันหลายปีและจะมีการทำหารสำรวจทุกๆสองปีและสำรวจจากคนที่มีอายุ6ปีขึ้นไป

มีการรวบรวมหลายๆสถิติมาให้ดูกัน เริ่มจากสถิติแรก เป็นเรื่องของจำนวนคนที่อ่านหนังสือในประเทศไทยและพบว่าในปั2556 พบว่าคนไทยนั้นมีอัตราการอ่านหนังสือที่ค่อนข้าจะสูงมากและถ้าหากเฉลี่ยเป็นจำนวนคนนั้นสามารถเฉลี่ยการอ่านหนังสือของคนไทยนั้นถึง50ล้านคนเลยทีเดียว ซึ่งถ้าจะเทียบกับปีก่อนหน้านั้นที่มีการสำรวจครั้งที่ผ่านมาพบว่ามีการอ่านหนังสือของคนไทยเพิ่มมากขึ้นจากเดิมมากเลยทีเดียวด้วย และมีการสำรวจตามพื้นที่ต่างๆโดยแบ่งออกเป็นภาคๆ พบว่าพื้นที่ที่ที่มีการอ่านหนังสือมากที่สุดก็คือกรุงเทพมหานครนั่นเองและมีสถิติที่สูงมากและรองลงมาคือพื้นที่ภาคกลางและภาคใต้

เรื่องของการอ่านในปีที่มีการสำรวจนั้นพบว่าพฤติกรรมการอ่านของคนไทยมีการอ่านหนังสือ37นาทีต่อวันซึ่งก็ถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียวแล้วเมื่อเทียบกับการสำรวจในครั้งก่อนหน้าก็พบว่ามีการอ่านหนังสือที่เพิ่มสูงขึ้นนั่นเอง และการอ่านหนังสือจากสื่อไหนเป็นสิ่งที่เป็นประเด็นและมีการให้ความสนใจอย่างมากและมีหลายคนที่กังวลว่าการอ่านหนังสือจากสารสารสิ่งพิมพ์นั้นจะลดจำนวนลงหรือไม่แต่ผลปรากฏว่ายังคงครองแชมป์ในการอ่านเป็นอันดับ1นั่นเองแต่มีสถิการอ่านลดน้อยลงจากปีที่ผ่านมาเล็กน้อยแต่ถ้าหากไปเทียบกับการอ่านในสื่ออื่นๆอย่างเช่นอินเตอร์เน็ตมีการอ่านไม่มากแต่จากผลสำรวจพบว่ามีการอ่านมากขึเนจากการสำรวจในปีที่ผ่านมา ส่วนการอ่านในแทปเล็ตและสมาร์ทโฟนก็มีสถิติการอ่านที่สูงขึ้นมากจากปีที่ผ่านมาเช่นเดียวกัน

ปริมาณการอ่านหนังสือในปัจจุบันพบว่าเด็กนั้นเป็นช่วงวัยที่มีการอ่านหนังสือมากที่สุดและรองลงมาก็คือช่วงวัยรุ่น วัยทำงานและที่น้อยสุดคือวัยผ็สูงอายุนั่นเอง และสถานที่ที่ใช้ในการอ่านหนังสือเป็นอีกประเด็นที่น่าสนใจเช่นกัน และสถานที่พบว่ามีการอ่านหนังสือมากที่สุดก็คือที่บ้านซึ่งก็ถือว่าไม่ใช่สิ่งที่น่าแปลกใจเพราะคนส่วนใหญ่ก็มักจะชอบอ่านหนังสือเวลาว่างที่บ้านนั่นเองสถานที่ต่อมาคือ สถานที่เอกชน ยกตัวอย่างเช่นร้านกาแฟร้านอาหารเป็นต้น ที่ทำงาน สถานศึกษา และน่าแปลกใจมากที่ห้องสมุดเป็นสถานที่ที่มีคนไปอ่านหนังสือน้อยที่สุด แต่ไม่ว่าจะอ่านที่ไหนเพียงแค่สถิติการอ่านของคนไทยนั้นเพิ่มขึ้นถือเป็นสัญญาณในการอ่านหนังสือที่ดีนั่นเอง

 

 

สนับสนุนโดย    เซ็กซี่ บาคาร่า คือ

The Last House on the Left

ทำลูกสาวฉันใช่ไหม… อย่างพวกแกต้องเจอการลงโทษ!

The Last House on the Left (2009) ภาพยนตร์แนวโหด สยองขวัญที่ถูกนำกลับมารีเมคใหม่ ภาพยนตร์นี้มีเนื้อหาที่ค่อนข้างรุนแรงและสมจริง หากใครที่ไม่ชอบภาพยนตร์แนวนี้ให้กดข้ามไปได้เลย

โดยภาพยนตร์นี้จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวของครอบครัวหนึ่งที่ประกอบไปด้วย พ่อ ชื่อ จอห์น มีอาชีพแพทย์ , แม่ ชื่อ เอ็มม่า มีอาชีพครู และลูกสาว ชื่อ มารี โดยทั้งสามคนได้มาเที่ยวพักร้อนที่บ้านพักริมทะเลสาบของครอบครัว มีวันหนึ่งที่มารีได้ออกไปเที่ยวกับเพื่อนสาวรุ่นราวคราวเดียวกันชื่อว่าเพจ แล้วทั้งคู่ได้เจอกับกลุ่มผู้ร้ายที่หนีคดี กลุ่มผู้ร้ายต้องการขโมยรถยนต์ของมารี มารีและเพจพยายามที่จะหนี

แต่โชคร้ายที่มารีไม่สามารถหนีพ้นจากกลุ่มผู้ร้ายได้ มารีต้องถูกทารุณทั้งร่างกายและจิตใจ เธอถูกข่มขืนและโดนทำร้ายร่างกายปางตาย มารีตัดสินใจกระโดดลงน้ำ แต่ก็ถูกหนึ่งในกลุ่มผู้ร้ายยิง กระสุนของปืนโดนเข้าที่ตัวมารี จนกลุ่มผู้ร้ายคิดว่ามารีน่าจะตายแล้วจึงหนีไป แต่มารียังมีลมหายใจอยู่ ด้วยความที่มารีเป็นนักกีฬาว่ายน้ำเธอจึงใช้เรี่ยวแรงทั้งหมด

ที่มีพาตัวเองกลับมายังบ้าน ในขณะเดียวกันกลุ่มผู้ร้ายก็ได้ไปขอความช่วยเหลือจากพ่อแม่ของมารี เพราะรถยนต์ที่กลุ่มผู้ร้ายขโมยมาจากมารีเกิดเสีย กลุ่มผู้ร้ายจึงต้องเดินทางหาที่พักชั่วคราว และนั่นเองจึงทำให้กลุ่มผู้ร้ายต้องไปขออาศัยนอนหลับในบ้านพักริมทะเลสาปของครอบครัวมารี ตกดึกในคืนนั้นเองพ่อแม่ได้มาพบกับร่างของมารีที่สะบักสะบอมเกือบตาย

ด้วยความที่พ่อของมารีเป็นแพทย์จึงได้ทำการรักษาร่างกายให้มารี และได้รู้ความจริงว่า พวกที่มาขอความช่วยเหลือจากพวกเขาคือกลุ่มผู้ร้ายที่ทำร้ายลูกสาวของพวกเขาจนเกือบตาย และนั่นเองจึงเป็นจุดเริ่มต้นของบทลงโทษแก่พวกที่มาทำร้ายดวงใจของพวกเขา พ่อแม่ของมารีจึงวางแผนจะแก้แค้นกลุ่มผู้ร้ายนั้นอย่างสาสมชนิดที่กลุ่มผู้ร้ายนั้นจะไม่มีวันลืมได้ลง

ภาพยนตร์นี้อาจมีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมกับเด็กและผู้ที่ไม่ชอบภาพยนตร์แนวสยองขวัญ เนื่องจากมีภาพความโหดร้ายของการถูกทำร้ายและข่มขืน แต่นั่นก็ยังถือว่าน้อยกว่าภาพยนตร์ต้นฉบับปี 1972 ภาพยนตร์ที่ถูกรีเมคนี้ก็ยังมีความสมจริงและมีความโหดร้ายอยู่ นอกจากความลุ้นระทึก ความสยองขวัญและโหดร้ายแล้วเรายังจะสัมผัสได้ถึงความรักของพ่อแม่อันยิ่งใหญ่ที่มีต่อลูกผู้เป็นดวงใจ ลมหายใจ และชีวิตของพ่อแม่ ดังนั้นการที่พ่อแม่แก้แค้นแทนลูกเพื่อเป็นบทลงโทษให้แก่คนที่คิดมาทำร้ายลูกของพวกเขาจึงเป็นสิ่งที่เราจะเห็นได้จากภาพยนตร์เรื่องนี้ 

 

สนับสนุนโดย  วิธีแทงบอลสเต็ป

การเตรียมพร้อมในการที่เราเดินทาง  

ในสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อโรคที่เรานั้นต้องเจอกันอยู่ทุกวันนี้เป็นเรื่องที่เราทุกคนนั้นต้องเจอเพราะว่ายังมีตัวเลขของคนที่ติดเชื้อนั้นยังคงจึงทำให้เรานั้นต้องรู้จักในการระมัดระวังตัวให้มากขึ้น  ไม่ว่าเรานั้นจะไปไหนเราก็ต้องรู้จักเซฟตัวเองเพื่อที่จะไม่เป็นกลุ้มที่เลี่ยงต่อการที่เราจะเป็นโรคนั้นๆด้วยและด้วยหน้าที่การงานของเรานั้นต้องทำด้วยก็เลยมีความจำเป็นที่เราต้องไปทำงานที่ต่างจังหวัด

ดังนั้นในการที่เราต้องเดินทางเราก็ต้องรู้จักที่จะต้องระมัดระวังตัวในการที่เราจะเดินทางไปทำงานและการที่เราจะข้ามจังหวัดนั้นเราก็ต้องดูแลตัวเองให้เรานั้นห่างไกลจากเชื้อโรคที่เรานั้นเป็นอยู่ด้วยเพราะว่าเมื่อเรานั้นเข้าสู้ต่างถิ่นนั้นก็จะมีการตรวจร่างกายเพราะว่าถ้าตรวจเจอนั้นจะเป็นการกักตัวทันที  ในการที่เรารักษาตัวเองให้มีสุขภาพที่ดี  นั้นมีอะไรบ้าง  

         การที่เรารู้จักที่จะดูแลร่างกายของเรานั้นให้อยู่ในที่ถูกสุขลักษณะ  และเรานั้นก็ต้องรู้จักการที่กินอาหารที่ถูกต้องและครบถ้วนนั่นเอง  

สิ่งของเราต้องมีติดตัวอยู่ตลอดเวลานั้นก็คือแอลกอฮอล์เจล  และก็ผ้าปิดปากที่เรานั้นต้องสวมใส่อยู่ตลอดเวลานั่นเอง  

และให้เรานั้นรู้จักที่จะดูคนรอบข้างของเรานั้นมีอาการที่เราคิดว่าเขานั้นป่วยหรือเปล่าอย่างเช่นมีอาการจาม  ไอ  และสิ่งที่สำคัญนั้นคือการที่เขานั้นสวมใส่หน้ากากผ้าอนามัยหรือเปล่า  

   เมื่อเรานั้นเดินทางไปต่างประเทศนั้นเราต้องดูตัวเองว่ามีอาการไอ  เจ็บคอ  มีน้ำมูก  หรือว่าหายใจหอบเหนื่อยอยู่หรือเปล่า  ถ้าเป็นนั้นอย่างนั้นให้เรานั้นรีบไปหาหมอ และก็กักตัวให้อยู่แต่บ้านและเรานั้นไม่ควรที่จะออกไปไหนมาไหนเพราะว่าเรานั้นอาจจะแพร่เชื้อโรคนั้นได้ง่ายเลย  

   สิ่งที่เราต้องทำอยู่เป็นประจำ  

  • การที่เราต้องล้างมือบ่อยๆเพื่อที่จะได้ไม่เป็นโรค  
  • เมื่อเรานั้นจะออกไปไหนมาไหนหรือว่าพูดคุยกับใครนั้นให้เรานั้นใส่ผ้าปิดปากเพื่อที่จะเป็นการป้องกันและเรานั้นก็ควรที่จะเว้นระยะห่างในการพูดคุยเพื่อที่จะได้ไม่เสี่ยงต่อการติดเชื้อนั่นเอง  
  • เราไม่ควรที่จะไปสถานที่อึดอัด  หรือว่ามีผู้คนนั้นพุกพ่าน 
  • เรานั้นไม่ควรที่จะไปสัมผัสกับบุคลที่ป่วยหรือว่าตายนั่นเอง  

สิ่งที่เรานั้นไม่ควรที่จะทำ  

  • เราไม่ควรที่จะนำมือของเรานั้นไปสัมผัสจับสิ่งของรวมไปถึงตา  หู จมูก ปาก  โดยที่เรานั้นไม่จำเป็นนั่นเอง  
  • การที่เรานั้นไม่ควรที่จะใช้แก้วน้ำหรือว่าผ้าเช็ดตัวนั้นร่วมกับผู้อื่นเพราะว่าจะทำให้เรานั้นเสี่ยงต่อการติดเชื้อนั้นได้ง่ายมาก  

 

สนับสนุนโดย  สล็อต777คาสิโนออนไลน์

การมีเพื่อน

คำว่ามนุษย์นั้นถูกตีความไว้ว่าเป็นสัตว์สังคม เพราะฉนั้นเหมือนจะเป็นการบังคับไว้ว่ามนุษย์ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆด้วยไม่ว่าจะเป็นแบบไหนก็แล้วแต่ ความสมพันธ์นั้นถูกออกแบบมาหลายรูปแบบมากๆ ไม่ว่าแบบไหนก็ต้องมีการใช้เวลาเพื่อขยายความสมพันธ์ให้เหนียวแน่นขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่เกิดมาก็มีความสมพันธ์รูปแบบที่เรียกว่า ครอบครัว

ซึ่งก็เป็นรูปแบบที่ทุกคนมีแต่แรกแล้ว แต่จะมีการพัฒนาไปในด้านไหนนั้นก็แล้วแต่บุคคล ต่อมาเมื่อเราได้รู้จักคนอื่นเพิ่มก็จะเป็นความสัมพันธ์รูปแบบเพื่อน

คำว่าเพื่อนนั้นแต่ละคนให้ความสำคัญแตกต่างกันไป แต่ละคนก็จะให้ความหมายที่แตกต่างกันอีกด้วย เพราะฉนั้นคำว่าเพื่อนนั้นมีหลายระดับ และหลายความหมายมากๆ แต่ทุกคนคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเพื่อนนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญต่อชีวิตมากๆ แค่เราก้าวเท้าเข้าไปในโรงเรียนแรกก็มีเพื่อนแล้วล่ะ แล้วเพื่อนก็ต้องมีกระทบกระทังกันบ้าง เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดอะไรมากมาย

พอเป็นวัยรุ่นแล้วคำว่าเพื่อนก็เหมือนจะเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต อะไรก็เพื่อนอะไรก็เพื่อน คงได้ยินกันบ่อยๆจากการบ่นของพ่อแม่ แต่เราอยากจะบอกไว้ว่าคำว่าเพื่อนนั้นสำคัญก็จริง แต่ควรให้ความหมายที่ถูกต้องด้วย ไม่ใช่ว่าเพื่อนคือทุกสิ่งทุกอย่าง

เพื่อนนั้นคือเพื่อน เป็นคนที่พูดคุยกับเราได้ในหลายๆเรื่อง แต่อีกหลายๆเรื่องก็ไม่ได้ไว้คุยกับเพื่อน อาจจะเป็นครอบครัว หรือแฟนภรรยาลูก เพื่อนนั้นเป็นที่ๆเป็นเซฟโซนอย่างหนึ่งเพราะฉนั้นควรสร้างความสัมพันธ์อันดีไว้ ไม่ว่ากับใครก็ตาม ใครที่ไม่ดีกับเราก็เพียงแค่ตัดเขาออกไปจากชีวิตอย่าให้มาทำร้ายการดำเนินชีวิตของเรา

ถ้าเราได้เจอเพื่อนดีๆแล้วควรจะรักษาเอาไว้ให้ดี เพิ่มความสัมพันธ์อันดีให้มากๆอย่าปล่อยให้เวลาพาให้ต้องห่างเหินกันไป แล้วเราจะไม่ได้เจอเพื่อนดีๆบ่อยๆหรอกนะ ควรจะมีวันเวลาที่จะได้รวมกลุ่มกับเพื่อนบ้างเพื่อให้ชีวิตเรามีด้านนี้ให้ดีที่สุด

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เวปเจตใหม่